โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นภาวะที่มีการสะสมของไขมันบนผนังของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หลอดเลือดแคบลง ลดปริมาณของออกซิเจนไปยังหัวใจ  ซึ่งอาจนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ หรือหัวใจวาย  โรคหลอดเลือดหัวใจที่เกิดขึ้นเมื่อไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือดสะสมบนผนังหลอดเลือดแดงและสร้างคราบ(ถุงไขมัน) กระบวนการนี้เรียกว่าภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว  เมื่อหลอดเลือดแคบลงและการไหลเวียนของเลือดลดลงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ สร้างความเสียหายให้กล้ามเนื้อหัวใจและนำไปสู่อาการหลาย ๆ อย่างซึ่งอาจจะร้ายแรง

 
อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคนี้พัฒนาอย่างช้า ๆ ใช้เวลาหลายปี การหายใจเหนื่อยหอบเมื่อออกกำลังกายเป็นสิ่งเดียวที่เป็นอาการของโรค ทำให้ไม่ทราบว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นจนกระทั่งมีอาการเจ็บหน้าอก (angina) หรือมีอาการหัวใจวาย
 
เจ็บหน้าอก อาการเจ็บหน้าอกเกิดเมื่อเลือดที่จะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงหรือชะงักไป  อาการนี้มักเกิดเมื่อออกแรงมาก ๆ หรือมีอารมณ์โกรธหรือจิตใจเครียด  นอกจากนี้ยังอาจเกิดเมื่อถูกอากาศเย็น ๆ หรือหลังรับประทานอาหารอิ่มจัด อาจมีอาการดังต่อไปนี้  ความรู้สึกไม่สบายหรือจุกแน่นยอดอก  เจ็บร้าวที่คอ ขากรรไกร ลำคอ หลัง หรือแขน  เหนื่อยหอบ หายใจขัด อาการมักเป็นนาน ๒-๓ นาที แล้วหายไปเมื่อได้พัก หรือหยุดกระทำสิ่งที่เป็นสาเหตุชักนำ บางครั้งก็หายไปเองเมื่อออกกำลังกายไปเรื่อย ๆ
 
หัวใจวาย การเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดหัวใจทำให้ปิดกั้นหลอดเลือดแดงอย่างสมบูรณ์  เลือดและออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจทำให้หัวใจวาย อาการหัวใจวายเกิดได้โดยไม่ต้องมีอาการเจ็บหน้าอกหรืออาการอื่น ๆ มาก่อน และอาจรวมถึงอาการเหล่านี้  รู้สึกหนักหรือบีบเค้นในใจกลางของหน้าอก  เจ็บร้าวแพร่กระจายไปยังแขน  คอ ขากรรไกร ใบหน้า หลัง หรือท้อง  รู้สึกวิงเวียน  หายใจขัด เหงื่อแตก ความรู้สึกป่วยหรืออาเจียน  เป็นไปได้ว่าคนไข้อาจไม่มีอาการใด ๆ เรียกว่า กล้ามเนื้อหัวใจตาย และเป็นความเสี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นโรคเบาหวานอยู่
 
หัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจทำให้หัวใจอ่อนแอและนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งหมายถึงไม่แข็งแรงพอที่จะสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เหนื่อยได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ข้อเท้าและขาบวมได้
 
หัวใจเต้นผิดจังหวะ หากกล้ามเนื้อหัวใจได้รับความเสียหายหรือตาย อาจจะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ (จังหวะ) ซึ่งอาจค่อย ๆ พัฒนาไปเมื่อโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นมากขึ้น อาจจะรู้สึกใจสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง หรืออาจจะไม่สังเกตเห็นมันเลยก็ได้ ภาวะที่ร้ายแรงที่สุดคือ อาจจะทำให้หัวใจหยุดเต้นโดยสิ้นเชิง (หัวใจวาย)
 
สาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากการสะสมของไขมันบนผนังหลอดเลือดแดง พบมากในผู้สูงอายุ ปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มีดังนี้  การสูบบุหรี่  การมีน้ำหนักเกิน การดำเนินชีวิตอย่างเฉื่อยชา  เป็นโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง  คอเลสเตอรอลสูง การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป  ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ
รับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ความเครียดและภาวะซึมเศร้า
 
การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ  แพทย์จะสอบถามอาการและตรวจร่างกาย สอบถามเกี่ยวกับประวัติความเจ็บป่วย และอาจให้เข้ารับการตรวจเลือดเพื่อดูระดับไขมัน คอเลสเตอรอล น้ำตาล และโปรตีน  วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง  การเอ็กซเรย์ทรวงอก เป็นต้น
 
ทางเลือกสำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ  มีทางเลือกในการรักษาหลายทางขึ้นอยู่กับสถานการณ์ส่วนบุคคล เช่น

       การดูแลตัวเอง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตอาจจะช่วยลดอาการ หรือป้องกันอาการหัวใจวาย แต่มักจะไม่เพียงพอ  แพทย์อาจจะยังแนะนำให้ใช้ยาและรับการรักษาอื่น ๆ
 
       การใช้ยา ยาใช้ลดอาการ ทำให้อาการไม่เลวร้ายลง หรือป้องกันหัวใจวายในอนาคต  มียาหลากหลายที่ใช้ในการรักษาโดยตัวยาทำงานในรูปแบบที่แตกต่างกัน ยาที่นิยมใช้ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่  ยาต้านการแข็งตัวของเลือด  เช่นแอสไพริน
ยาลดคอเลสเตอรอล เช่น ยากลุ่ม statin,  Beta-blockers,  ACE inhibitors, Angiotensin II,  Anticoagulants, ไนเตรท, Antiarrhythmic,  Nicorandil, Ranolazine เป็นต้น หากใช้ยาแล้วยังไม่เพียงพอ แพทย์อาจแนะนำให้พบผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ  เพื่อหารือเกี่ยวกับการรักษาวิธีอื่น ๆ เช่น  การใส่สายสวนหลอดเลือดหัวใจ และการผ่าตัดทําทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
 
       การป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ  โดยการดำเนินชีวิตอย่างถูกสุขอนามัย งดสูบบุหรี่  ลดน้ำหนักส่วนเกิน  ออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ

วันนี้แอดมิน PWDSThai ขอนำเสนอข้อมูลประวัติความเป็นมาขององค์กรเครื่อข่ายเพื่อคนพิการทางการเห็น คือ มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้กับบุคคลทั่วไปได้รับรู้ว่าในประเทศไทยยังมีองค์กรเอกชนการกุศลที่ให้การช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับคนพิการเพื่อสร้างโอกาสให้พวกเค้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีเทียบเท่ากับคนทั่วไปในสังคม

ประวัติความเป็นมา มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย
ในพระบรมราชูปถัมภ์

◾ เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2521 ก่อตั้งขึ้นโดย ดร.ประหยัด ภูหนองโอง (ครูตาบอด) เปิดทำการสอน ณ บ้านเช่าครึ่งหลังในซอยธารทิพย์ ถนนประชาสโมสร อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2521 มีเด็กตาบอด 13 คน ด้วยเงินบริจาคก้อนแรก 10,000 บาท จากนางโรสลิม ชาวสิงคโปร์ และเตียง จำนวน 12 หลัง จากมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

◾ พ.ศ. 2522 มีการดำเนินงานในรูปของคณะกรรมการเริ่มต้นขึ้น โดยมีคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่น มิชชั่นนารี่ชาวอเมริกาและแคนาดาได้เข้ามาสนับสนุน
และได้ดำเนินโครงการเรียนร่วมเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนขอนแก่นคริสเตียน เป็นโรงเรียนเอกชน และที่โรงเรียนสนามบิน ซึ่งเป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกในจังหวัดขอนแก่น
ได้ส่งเด็กนักเรียนตาบอดกลุ่มแรก จำนวน 2 คน เข้าเรียนร่วม

◾ พ.ศ. 2523 ที่โรงเรียนสนามบิน ซึ่งเป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกในจังหวัดขอนแก่น ครูช่วยเหลือนักเรียนตาบอดเรียนร่วมคนแรกคือ นางธิดารัตน์ ภูหนองโอง

◾ พ.ศ. 2524 มูลนิธิฯ ได้รับที่ดินบริจาค จำนวน 8.5 ไร่ จาก คุณบุรินทร์ บุริสตระกูล คหบดีชาวขอนแก่นและเงินบริจาคของสมาชิกโบสถ์ ซอย 10 ร่วมกันจัดซื้อที่ดินมอบให้จำนวน
3.5 ไร่ การก่อสร้างได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลแคนาดา องค์การ CBM ประเทศเยอรมัน เพื่อก่อสร้างศูนย์การศึกษาคนตาบอด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์พัฒนศึกษาคนตาบอด
ขอนแก่น” โดยใช้เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่และโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดขอนแก่นในปัจจุบัน

◾ พ.ศ. 2525 ได้ย้ายจากบ้านเช่าเข้าสู่ที่ทำการใหม่อันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่และที่ตั้งของโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดขอนแก่นในปัจจุบัน

◾ พ.ศ. 2526 มูลนิธิฯ ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2526 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการศึกษา ฝึกอบรมอาชีพ ฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายของคนตาบอด
โดยการสนับสนุนของสโมสรไลออนส์ขอนแก่น ไลออนส์อารีย์ หอวิจิตร นายกสโมสรไลออนส์ขอนแก่น และไลออนส์เนสจิตรา ศรีไสว นายกสโมสรไลออนส์สตรีขอนแก่นในสมัยนั้น ด้วยเงินจดทะเบียนครั้งแรก
101,000 บาท แล้วสโมสรทั้งสองได้บริจาคเงิน 3 แสนบาทเพื่อจัดซื้อบ้านพักให้กับอาสาสมัคร

◾ พ.ศ. 2527 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย
เข้าเป็นองค์กรในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2527

◾ พ.ศ. 2528 มูลนิธิได้จัดกิจกรรมเดินทางไกล “ยังไม่สิ้นซึ่งความหวัง” ของเด็กตาบอด จำนวน 40 คน ชาย 36 คน หญิง 4 คน ระยะทาง 450 กิโลเมตร จากจังหวัดขอนแก่น
ถึง กรุงเทพมหานคร มูลนิธิฯ จึงได้รวบรวมเงินบริจาคครั้งนั้นไปจัดตั้งบ้านเด็กตาบอดผู้พิการซ้ำซ้อน (เด็กตาบอดซึ่งมีความพิการอื่นร่วมด้วย) และเปิดทำการเมื่อปลายปี
2529 ถือเป็นสำนักงานสาขาที่ 2

◾ พ.ศ. 2530 มูลนิธิได้ดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพคนตาบอดโดยชุมชน (CBR)

◾ พ.ศ. 2531 กระทรวงการคลัง ได้ประกาศให้มูลนิธิฯ เป็นสถานสาธารณกุศล อันดับที่ 174 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2531

◾ พ.ศ.2538 มูลนิธิฯ ได้รับที่ดินบริจาคจำนวน 5 ไร่ จากพระอาจารย์หลวงปู่ศรีมหาวีโร แห่งวัดป่ากุง จ.ร้อยเอ็ด และงินบริจาคจากชาวเนเธอร์แลนด์ จำนวน 10 ล้านบาท
เพื่อจัดสร้าง “ศูนย์การศึกษาและฟื้นฟูสมรรถภาพคนตาบอด จังหวัดร้อยเอ็ด” สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2538

◾ พ.ศ. 2540 มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับมูลนิธิพิทักษ์ดวงตาลำปาง ได้จัดสร้างศูนย์พัฒนาคนตาบอดลำปาง เพื่อให้บริการด้านต่าง
ๆ แก่คนตาบอดภาคเหนือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540

◾ พ.ศ. 2542 มูลนิธิฯ ได้ริ่เริ่มจัดตั้งสถานศึกษาขึ้นที่ จ. ลพบุรี บนที่ดินบริจาค 8.5 ไร่ โดยทายาทนางมานี ( วรพิทยุต ) มินทะขิน และเงินบริจาคของชาวเนเธอร์แลนด์
5.6 ล้านบาท และทุนของชาวไทยจำนวน 20 ล้านบาทเป็นค่าก่อสร้าง “โรงเรียนการศึกษาคนตาบอดและคนตาบอดพิการซ้ำซ้อน ลพบุรี” สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ทรงเสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2545

◾ พ.ศ. 2546 ชมรมผู้ปกครองนักเรียนตาบอดจังหวัดสงขลา ได้ติดต่อขอให้ อาจารย์ประหยัด ภูหนองโอง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ให้มาจัดตั้งสถานศึกษาคนตาบอดในเขตภาคใต้ตอนล่าง ต่อมาในปี 2547 คุณลุงถาวร พงศ์ประยูร และแพทย์หญิงเฉลา พงศ์ประยูร ได้บริจาคที่ดินจำนวน 4 ไร่ ให้มูลนิธิฯ
เพื่อนำไปใช้เป็นที่ตั้งสถานศึกษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550

◾ พ.ศ. 2547 มูลนิธิฯ ได้รับบริจาคที่ดินจำนวน 12 ไร่ จากนางวัชนีย์ อินทจักร เป็นที่ตั้งศูนย์พัฒนาสมรรถภาพคนตาบอดขอนแก่น เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ
พ.ศ. 2550 มูลนิธิฯ จึงได้ตั้งชื่อว่า ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


◾ พ.ศ. 2550 เริ่มดำเนินการก่อสร้างสถานศึกษาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเจริญพระชนมายุ ครบ 80 พรรษา บนที่ดินบริจาคจำนวน 8 ไร่
จากนายแสวง เอี่ยมองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2552

◾ พ.ศ. 2552 รับบริจาคที่ดินจากนายสุกิจ นางรจนา รื่นสุข จำนวน 5 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา ตำบลป่าขะ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก เพื่อเป็นสถานที่รองรับเด็กและเยาวชนตาบอดผู้พิการซ้ำซ้อนให้ได้รับการพัฒนาฟื้นฟูสมรรถภาพ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2557

◾ พ.ศ. 2554 รับบริจาคที่ดิน นางกุสุมา บีเค็นน์ (มินทะขิน ) จำนวน 10 ไร่ 62 ตารางวา เพื่อเป็นสถานศึกษาของเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน และจัดตั้งชื่อว่า โรงเรียนการศึกษาเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน
ชะอำ”

◾ พ.ศ. 2556 คณะกรรมการมูลนิธิ มีมติให้จัดตั้งสำนักงานมูลนิธิ สาขาจังหวัดเชียงราย เพื่อจัดตั้ง โรงเรียนการศึกษาคนตาบอดแม่สาย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กตาบอดในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยนั้น ยังขาดโอกาสที่จะได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเหมือนกับเด็กปกติทั่วไปหรือการที่เด็กตาบอดต้องไปเรียน
ที่มา: www.cfbt.or.th

ปัจจุบันนี้เราสามารถเช็คยอดเงินบัญชีเงินฝาก สั่งโอนเงิน หรือเติมเงินมือถือ และชำระค่าสินค้าผ่านทางแอปธนาคารออนไลน์บนสมาร์ทโฟน แต่ก็ต้องระมัดระวังในการรักษาบัญชีออนไลน์
เพราะหากมีผู้ไม่หวังดีหรือแฮกเกอร์ มีรหัสผ่านของเรา หรือได้ข้อมูลรหัสของเราซึ่งเปรียบเสมือนกุญแจบ้าน มา Login แล้วแอบขโมยเงินในบัญชีเราไป ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้เดือดร้อนแน่ๆ
ดังนั้น การใช้งานแอปธนาคารออนไลน์ ควรรู้จักวิธีป้องกันการโดนแฮก และรู้วิธีใช้งานแอปอย่างปลอดภัยดังนี้

ก่อนใช้งานแอปธนาคารออนไลน์
ควรตั้งรหัสล็อกหน้าจอ สำหรับการเข้าใข้มือถือ ซึ่งเจ้าของมือถือเท่านั้นที่ทราบรหัสมือถือตัวจริง
ตั้งรหัสที่แฮกเกอร์คาดเดาได้ยาก แต่เราจำได้แม่น
อย่าโหลดแอปเถื่อน แอปนอก Store และแอปที่ไม่รู้จัก เพื่อป้องกันพวกแอปแฝงมัลแวร์ขโมยข้อมูล
ใช้แอปตรวจสแกนไวรัส มัลแวร์ เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น
ไม่ใช้เครื่องที่ถูก Root เครื่องหรือ JailBreak เครื่อง
ควรจำกัดวงเงินในการทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ ป้องกันแฮกเกอร์แอบขโมยผ่านสั่งโอนเงินจำนวนมาก
ผู้ใช้ต้องรู้ว่า ทางธนาคารไม่มีนโยบายส่ง SMS , E-mail เพื่อให้ดาวน์โหลดแอป หรือเข้าสู่ระบบผ่านทางออนไลน์ หากมีลิงค์ไปเว็บธนาคารเพื่อกรอก ให้คิดไว้ก่อนว่าเป็นเว็บปลอม
ขณะใช้งานแอปธนาคารออนไลน์
หลังใช้เสร็จควรเปลี่ยนรหัสผ่านของแอปธนาคารอย่างสม่ำเสมอ
ทำการ Logout หรือ Log off ออกจากระบบทุกครั้งหลังใช้บริการธุรกรรมออนไลน์ผ่านมือถือเสร็จ
ไม่ควรใช้ Wi-Fi ในการทำธุรกรรมการเงิน ควรใช้เน็ตผ่านทางเครือข่าย 3G , 4G บนมือถือ จะปลอดภัยกว่า
หมั่นตรวจสอบการทำธุรกรรมออนไลน์ เช่น รายการเงินโอน ยอดเงินคงเหลือ ยอดบัตรเครดิต ว่ามีรายการใดผิดปกติ หรือไม่
หมั่นจำเว็บไซต์ธนาคารที่เราใช้บริการและพิมพ์ URL ของธนาคารที่เราใช้บริการให้ถูกต้อง
หากพบลิงค์ที่น่าสงสัย ให้แจ้งติดต่อธนาคารที่คุณใช้บริการ

ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย

“โตขึ้นอยากเป็นอะไร” ประโยคคำถามที่เชื่อว่าหลายๆ คนจะเคยได้ยินประโยคนี้ในวัยเด็ก ซึ่งประโยคคำถามจากผู้ใหญ่ ในตอนนั้นอาจเป็นเพียงประโยคทักทาย ชวนคุยธรรมดา
แต่ในทางตรงกันข้าม เด็กผู้ถูกถามจะตอบเพราะคิด และเชื่อว่า สิ่งที่อยากเป็นนั้น “โตขึ้นก็จะต้องเป็นให้ได้”

ไม่ว่าจะเป็นอาชีพสุดเท่ห์ ได้พกอาวุธเหมือนในการ์ตูนอย่าง ตำรวจ , ทหาร หรือกัปตันขับเครื่องบิน ฯลฯ หากเป็นเด็กผู้หญิงก็เห็นจะหนีไม่พ้นแอร์โฮสเตส , พยาบาล
, นางแบบ ฯลฯ หลังจากตอบผู้ใหญ่ก็มักจะต่อด้วยประโยคที่ว่า “เรียนเก่งๆ นะจะได้เป็นอย่างที่อยากเป็น” ซึ่งในตอนนั้น ผู้ใหญ่ท่านนั้นจะรู้ไหมว่า บางทีสิ่งที่ตอบมันไม่ใช่แค่ตอบไปตามประสาเด็ก
แต่นั่น คือ ความคาดหวัง แรงบันดาลใจ ที่รอเพียงเวลา และโอกาส ในการที่จะได้เป็นในสิ่งที่อยากเป็น

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามระเบียบแผน ถ้าโตขึ้นอยากเป็นโน่น นี่ นั่น ระหว่างรอเวลาในการโตจนเรียนจบ และได้โอกาสในการทำงาน สิ่งที่เด็กๆ ต้องทำ และตั้งใจ คือ
เรียนให้เก่ง หรือให้ดีที่สุด ตามหลักสูตรในแต่ละระดับชั้น

คำถาม คือ แล้วพอโตขึ้นได้เป็นอย่างที่อยากเป็นในตอนเด็กๆ ไหม? บางคนไม่ได้เป็นเพราะเป้าหมายเปลี่ยนไป หรือบางคนไม่ได้เป็นเพราะ โอกาสไม่มี จะอะไรก็แล้วแต่
ประโยคคำถาม “โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” ในวัยเด็ก ที่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของความหวัง แรงบันดาลใจ ก็เป็นเพียงประโยคที่ใช้เป็นเพียงการทักทาย แล้วผ่านไปเท่านั้น
หากแต่คำถามดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิด หรือเสียหาย ซึ่งในทางกลับกัน เราผู้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้นำประโยคนี้มาเป็นบทเรียน ทำความเข้าใจ และเก็บไว้สอนลูกหลาน
ซึ่งแน่นอนว่ากลยุทธ์ หรือเครื่องมือที่เป็นองค์ประกอบเพื่อทำให้แรงบันดาลใจวัยเด็กว่า “โตขึ้นจะเป็นอะไร”นั้น จะต้องเข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน รวมถึงการสอนให้เด็กๆ
ยอมรับความจริงว่า หากโตขึ้นไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เก่ง หรือเป็นเด็กที่ขาดแรงบันดาลใจ แต่กลไก และเครื่องมือที่ดี จะทำให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเป็นผู้เลือกที่จะเป็นอะไรหลายๆ
อย่างได้มากขึ้น
สูตรสมการความสำเร็จ คือ ความสำเร็จ = ความเตรียมพร้อม + โอกาส
สูตรสมการความสำเร็จ แน่นอนว่าเมื่อเราหมั่นเพียรศึกษา ฝึกฝน พัฒนาทักษะความสามารถ เมื่อโอกาสมาถึงเราจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเราจะมามุ่งเน้นไปที่ความเตรียมพร้อม

ผู้เขียนได้รู้จักกับกลยุทธ์ หรือเครื่องมือ ที่เป็นการเรียนรู้ ที่ไม่ใช่แค่เพียงทฤษฎี แต่จะได้ลงมือปฏิบัติจริง อย่างแนวทางสะเต็มศึกษา ที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินโครงการสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพเชิงพาณิชย์สำหรับเยาวชนไทย (STEM Education for The Development of Youth Entrepreneurship
หรือ E2STEM) โดยนำกลยุทธ์ความรู้เชิงสะเต็มศึกษา มาบูรณาการกับงานอาชีพ และพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ ซึ่งจากข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยของธนาคารโลก ได้ทำนายว่าอนาคตข้างหน้า
งานในประเทศไทยจะหายไปถึง 72 % และแนวโน้มที่เด็กไทยอยากจะเป็นผู้ประกอบการมีมากขึ้น บริษัทต่างๆ มีความต้องการกำลังคนที่มีทักษะ ความคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์มากขึ้นดังนั้น
สสวท. จึงมองเห็นว่าการนำสะเต็มศึกษามาบูรณาการกับการสร้าง โอกาสทางเชิงธุรกิจ จึงมีความสำคัญมาก

ดร. พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวถึง E2STEM ว่า “แนวทางการดำเนินงาน โครงการ E2STEM ในเบื้องต้นควรทำเป็นกิจกรรมนอกหลักสูตร เพื่อให้เห็นความสำเร็จในช่วงแรก
โดยมีการออกแบบกิจกรรมที่เน้นทักษะที่อยากให้นักเรียนพัฒนา ก่อนนำไปสู่การขับเคลื่อนการเปลี่ยนหลักสูตร ให้ความสำคัญต่อความสำเร็จของนักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนรู้ต่ำหรือสูง
ซึ่งจะต้องมองเห็นและรับรู้ความสำเร็จร่วมกัน นอกจากนั้นควรมีการทำกรณีศึกษา หรือ case study เพื่อเผยแพร่ความสำเร็จของโรงเรียนที่มีบริบทต่างกัน”

ทั้งนี้การดำเนินงานโครงการ E2STEM ได้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมธุรกิจใหม่ หรือนโยบาย“สตาร์ทอัพ” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากรัฐบาลต้องการเสริมสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพในด้านต่างๆ
ให้คนไทยสามารถสร้างธุรกิจเองได้โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเสริม ที่สำคัญต้องมีความคิดสร้างสรรค์ และต้องเห็นช่องทาง กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจนั้นๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีการให้ความรู้พัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงแก่นของการธุรกิจอย่างแท้จริง
โดยเริ่มต้นตั้งแต่การส่งเสริมการเรียนรู้ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานนั่นเอง

บริษัท ปากเกร็ด เคาท์เจอร์ (Pakkred Culture หรือ PKC) บริษัทจำลอง ภายใต้การบริหารของน้องๆ นักเรียนจากโรงเรียนปากเกร็ด จ.นนทบุรี บอกเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้เข้าร่วมกับโครงการฯ
ว่าได้เรียนรู้ และใช้หลักการสะเต็ม สามารถมองปัญหาที่เกิดขึ้นในบริษัทฯ และสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด โดยนำความรู้จากการอบรม เน้นช่องทางการตลาด ซึ่งเลือกใช้ช่องทาง
Social Media ในการประชาสัมพันธ์สินค้า และจัดจำหน่าย ทำให้ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อ รวมถึงรับข่าวสาร หรือข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ง่าย ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคใหม่
นอกจากนี้โครงการฯ ยังเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้บริษัท ปากเกร็ด เคาท์เจอร์ (Pakkred Culture หรือ PKC) ได้ร่วมออกร้าน จัดจำหน่าย ซึ่งถือเป็นประสบการณ์สำคัญในการพบปะกับผู้บริโภค
ได้ร่วมพูดคุย รับฟังคำติชม จนสามารถนำกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้องกับความต้องการของผู้บริโภคสูงสุด

วันนี้คำถาม “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” นักเรียนที่ศึกษาโครงการ และลงมือปฏิบัติจริง จะตอบคำถามไม่ใช่เพียงแค่ความหวัง หรือแรงบันดาลใจ แต่จะเป็นคำตอบที่สามารถแสดงให้เห็นว่าเมื่อโตขึ้น
สิ่งต่างๆ ที่คิดไว้ก็จะใกล้เคียงความจริงมากที่สุด เพราะได้มีความเตรียมพร้อมจริงๆ จากการลงมือปฏิบัติจริงๆ และนำมาต่อยอดในวิชาที่เรียนได้จริง เมื่อถึงเวลาที่โอกาสมาความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
เหนือสิ่งอื่นใดการพัฒนาศักยภาพโดยมุ่งเน้นไปที่ต้นสายอย่าง “เยาวชน” อีกไม่นานเกินรอการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือผู้ใหญ่ที่ดี..ที่เติบโตมาจาก
“เยาวชน” ในวันนี้นั่นเอง

1st Round?กาลครั้งหนึ่ง เต่ากับกระต่ายเถียงกันว่าใครเร็วกว่ากัน ทั้งคู่จึงตกลงที่จะวิ่งแข่ง โดยกำหนดเส้นทางแข่งและเริ่มการแข่งขัน เจ้ากระต่ายนำโด่งมาไกลก็เลยชะล่าใจ
คิดว่าพักผ่อนใต้ต้นไม้แป๊บนึงก่อน แต่เผลอหลับยาววว ตื่นมาอีกทีเจ้าเต่าก็เข้าเส้นชัยคว้าแชมป์ไปแล้ว!!!นิทานตอนนี้สอนให้รู้ว่า ช้า ๆ แต่มั่นคงสามารถเอาชนะได้
(เหมือนกัน)?

นี่เป็นเวอร์ชั่น ที่เราคุ้นหูกัน ไม่นานมานี้มีคนเล่าเวอร์ชั่นใหม่ที่น่าสนใจให้ฟัง?

2nd Roundกระต่ายสันหลังยาว ก็อารมณเสียที่แพ้เต่า มันจึงค้นหาจุดอ่อนและสิ่งที่พลาดของตนเอง ก็พบว่าความมั่นใจในตนเองเกินไปบวกกับความขี้เกียจของมันเองนั่นแหละ
ส่งผลให้แพ้ ถ้าไม่เผลอหลับซะอย่าง เจ้าเต่าน่ะรึจะเอาชนะมันได้ กระต่ายจึงขอแก้ตัวใหม่อีกครั้ง และเต่าก็ยินยอม แน่นอนว่าครั้งนี้ เจ้าเต่าโดนทิ้งไม่เห็นฝุ่น
กระต่ายชนะขาดลอยเราได้ข้อคิดอะไรล่ะ…ต่อให้ช้าแต่ชัวร์ ยังไงก็แพ้เร็วและสม่ำเสมอ ถ้าเราเปรียบเทียบคนทั้งสองคนในองค์กรของเรา คนนึงช้าจริง ทำอะไรมีระบบระเบียบแบบแผน
แต่ทำอะไรๆ ไม่เคยพลาด ไว้ใจได้ในผลงานของเขา เทียบกับอีกคนนึงที่เร็วและก็พอวางใจและไว้ใจได้ในสิ่งที่เขาทำ คนที่เร็วกว่ามักจะประสบความสำเร็จมีความเจริญก้าวหน้าในองค์กรนั้นมากกว่า?ไอ้ช้าแต่ชัวร์น่ะมันก็ดีอยู่หรอก
แต่ให้เร็วและเชื่อถือได้นี่ก็ยังดีกว่า

แต่…เรื่องยังไม่จบแค่นี้

3rd Round?คราวนี้ถึงตาเจ้าเต่ามาหาจุดบกพร่องของตัวเองบ้าง และมันก็พบว่าเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะชนะเจ้ากระต่ายในเส้นทางการวิ่งแบบที่เป็นอยู่นี้ มันก็คิดครู่หนึ่ง
จากนั้นก็ไปท้ากระต่ายแข่งใหม่ แต่ขอเปลี่ยนเส้นทางวิ่งซะหน่อย เจ้ากระต่ายก็ว่าย่อมได้อยู่แล้ว พอการเริ่มแข่งเริ่มปุ๊บ เจ้ากระต่ายก็ใส่เกียร์ห้อออกไปเต็มสปีดเลย
จนกระทั่งไปถึงระหว่างทาง ซวยละซิ!!!.. เวรกรรม ต้องข้ามแม่น้ำ ทำไงล่ะคราวนี้?? เส้นชัยอยู่ไม่ห่างจากฝั่งตรงข้ามเท่าไหร่เลยเจ้ากระต่ายมัวแต่งงว่าจะทำไงดี
จนเจ้าเต่าคืบคลานมาทันแล้ว ลงน้ำว่ายข้ามฝั่งไปเข้าเส้นชัยนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…พิจารณาจุดแข็งของตนให้ดีแล้วพยายามเปลี่ยนสนามการแข่งขันให้ตนเองได้เปรียบมากที่สุด

ยัง…ยังเร็วไปที่จะจบเพียงแค่นี้ ยังมีต่อ…

4th Round?ด้วยน้ำใจนักกีฬา ครั้งนี้เจ้าเต่ากับกระต่ายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้ว ต่างคนต่างมาระดมสมองช่วยกัน หากทั้งสองร่วมมือกันการแข่งแบบเมื่อครั้งล่าสุดจะช่วยให้ทำเวลาได้ดีขึ้น
ดังนั้นพวกมันจึงคิดจะแข่งอีกครั้ง แต่แข่งคราวนี้เป็นแบบทีมเวิร์คเริ่มต้นด้วยเจ้ากระต่ายก็แบกเต่าวิ่งไปด้วยความเร็ว จนถึงริมแม่น้ำ เจ้าเต่าก็ให้กระต่ายขี่หลังว่ายข้ามไป
พอข้ามฝั่งเจ้ากระต่ายก็แบกเจ้าเต่าวิ่งต่อจนเข้าเส้นชัยด้วยกัน ผลการแข่งขันครั้งนี้สร้างความพึงพอใจให้กับทั้งสองฝ่าย มากกว่าการแข่งขันทุกครั้งก่อนหน้านิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…การมีจุดแข็งและความสามารถโดดเด่นเฉพาะตัวเป็นสิ่งที่ดี
แต่หากไม่รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น ยังไงก็ไปไม่รอด เพราะมันจะมีบางสถานการณ์ที่เราเจ๋ง คนอื่นเจ๊ง ในขณะที่บางสถานการณ์เราเจ๊ง แต่คนอื่นเจ๋ง

ทีมเวิร์ค มีจุดสำคัญตรงที่การกำหนดผู้นำให้เหมาะกับสถานการณ์ โดยให้ผู้ที่มีความถนัดกับสถานการณ์นั้น ๆ เป็นผู้นำกลุ่มในแต่ละช่วงสถานการณ์ที่เหมาะสม กับความสามารถของเขา

นอกจากนี้เรายังได้บทเรียนอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า ไม่ว่ากระต่ายหรือเต่า เมื่อเกิดเหตุที่พ่ายแพ้ก็ไม่มีใครที่คิดเลิกล้มเลิกหรือท้อแท้ กระต่ายแก้ไขจุดบกพร่องของตนโดยการทำงานที่หนักขึ้นและเพิ่มความมุมานะในงานของตน
ส่วนเจ้าเต่าได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตนใหม่ เพราะตัวมันเองได้ทำงานหนักที่สุดเท่าที่มันจะสามารถทำได้แล้ว ในชีวิตจริงเมื่อเราพบกับปัญหาหรือความล้มเหลว บางครั้งเราก็ควรจะทำงานและเอาใจใส่ในงานมากขึ้น
บางครั้งเราก็ควรเปลี่ยนแผนการทำงานและทดลองในสิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างออกไป และในบางครั้งก็จำเป็นต้องทำทั้งสองอย่าง

นอกจากนั้น กระต่ายกับเต่าก็ได้บทเรียนที่สำคัญอีกอย่างคือ เมื่อเราหยุดการแข่งขันกับตัวบุคคลแล้วหันมาแข่งขันกับสถานการณ์แทน พวกมันจะทำงานได้ดีขึ้น

โดยสรุป….เรื่องราวของกระต่ายกับเต่าสอนเราในหลายๆ อย่าง ความรวดเร็วเสมอต้นเสมอปลายชนะความอืดอาด การดึงศักยภาพในตัวของเราออกมาและทำงานร่วมกันเป็นทีม ย่อมดีกว่าการทำงานคนเดียว
อย่ายอมแพ้เมื่อพบกับความล้มเหลว และสุดท้ายคือจงแข่งกับสถานการณ์ ไม่ใช่กับตัวบุคคล